วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สวามี (Swami) กับ สามี ?

สวามี (Swami) คืออะไร

สวามี (Swami) เป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า สามี หรือเปล่า?

สวามี เป็นคำมาจากภาษาบาลี หมายถึง ผู้ที่รู้และเป็นนาตน อิสระจากความรู้สึก คำว่าสวามีเป็นคำนำหน้าชื่อสำหรับผู้ที่เป็นครูทางด้านโยคะ ผู้ที่อุทิศตนเพื่อพระเจ้า และอุทิศตนให้กับครูทางจิตวิญญาณของสวามี

สวามีแปลว่า ครู อาจารย์ หมายถึงความพยายามที่ต่อสู้เพื่อเป็นนายของตนเอง เพื่อให้ความเป็นตัวตนภายในเปล่งประกายชั่วนิรันดร์ การเป็นสวามีเป็นการตัดเรื่องทางโลก เป็นการสละชีวิตทางโลก สวามีคือพระที่ตัดเรื่องการแสวงหาทางโลกออก แต่อุทิศเวลาเพื่อความพยายามทั้งหมดให้กับการแสวงหาประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติเพือให้บรรลุผลเกี่ยวกับจิตวิญญาณชั้นสูง และให้บริการแก่สังคมในด้านนี้  การสละชีวิตทางโลกมิได้หมายถึงการต่อต้านหรือขวางโลก หรือมีความรู้สึกในด้านลบต่อทางโลก ในอดีตการเสียสละชีวิตทางโลกเป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนสี่ประการของชีวิต แม้ว่าจะมีที่รู้สึกเหมือนมีเสียงเรียกภายในให้สละชีวิตทางโลก และกลายเป็นสวามีเมื่อใดก็ได้

ขั้นตอนชีวิตของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูในสมัยก่อนกำหนด ด้วยการฝึกปฏิบัติให้เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนของชีวิต โดยคำนวณว่าช่วงชีวิตคนอาจมีอายุถึง 100 ปี แต่ละช่วงชีวิตจะแบ่งเป็นช่วงละ 25 ปี หรือลดลงมาตามอัตราส่วน วัตถุประสงค์ของชีวิตคือการบรรลุถึงประสบการณ์ตรงของการเข้าถึงความจริงด้วยตนเองด้วยการทำโยคะ หรือการก่อให้เกิดแสงสว่างทางปัญญา มีรายละเอียด ดังนี้

0 - 21 / 25 ปี พรหมจารี (Brahmacharya / student) ช่วงเยาว์วัยเป็นช่วงที่ต้องแสวงหาความรู้สำหรับเป็นพื้นฐานของชีวิต จุดมุ่งหมายเพื่อความสมบูรณ์ การเรียนรู้และการมีกฎเกณฑ์สำหรับการดำเนินชีวิตในช่วงวัยต้อไป เรียนรู้เรื่องจิตใจ ชุมชน และชีวิตครอบครัว

21 - 42 (25 - 50) ปี คฤหัสถ์ (Grahasta / Householder) ได้แก่วัยผู้ใหญ่ คือการมีชีวิตคู่ สร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ทำหน้าที่ทางโลกให้ประสบผลสำเร็จ เป็นช่วงเวลาของการให้ การเรียนรู้ และความรักให้กับครอบครัวและชุมชน  การปฏิบัติทางศาสนาและทางจิตใจในบริบทของชีวิตทางโลกและให้บริการแก่ผู้อื่น

42 - 63 (50 - 75) ปี วานปรัสถ์ (Vanaprastha / Hermitage) วัยสูงอายุ ขั้นตอนนี้เป็นเวลาของการฝึกปฏิบัติจิตใจด้วยการทำสมาธิ และสวดมนต์ ความสัมพันธ์กับลูกหลานที่โตแล้ว และชุมชนเป็นบทบาทของพี่เลี้ยงต่อผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย ตนและคู่ครองอาจฝึกสมาธิในสถานที่เงียบสงบเพื่อการปฏิบัติที่ลึกซึ้ง

63 - 84+ (75 - 100+) ปี สันยาส (Sanyasa / Renunciate) วัยชรา ผู้สูงวัยปล่อยวางจากการดำเนินชีวิตทางโลกแสวงหาหนทางหลุดพ้นในชีวิตบั้นปลาย บำเพ็ญพรตและจาริกสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
การเป็นสวามีคือการสละความเป็น ฉัน หรือ ของฉัน” สวามีคิดว่าตนเองเป็นสมาชิกของทุกครอบครัวในโลกด้วยการดูแลทั้งกายและจิตเป็นอันดับแรก ช่วยเหลือในการฝึกปฏิบัติด้วยความรัก นำไปสู่การลดชีวิตทางโลกลง เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทุกสิ่ง แต่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเลย สวามีมิได้คาดหวังอะไรจากใคร สวามีเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ส่องแสงคือนุ่งชุดสีส้มหรือเหลืองส้ม สวามีจะเป็นผู้ให้แสงสว่างกับผู้ที่อยู่ในมุมมืด

ผู้ที่จะเป็นสวามีต้องเดินไปที่แม่น้ำคงคา ถอดเสื้อผ้าออก ผู้ที่จะเป็นสวามีจะได้รับชุดใหม่ จากธรรมเนียมปฏิบัติของกูรู ทางด้านจิตใจหญิงหรือชายเหล่านั้นต้องทำตัวไร้เพศ โดยที่ไม่ยึดติดในความเป็นตัวตนทางร่างกายของตนอีกต่อไป  เขาเหล่านี้จะไม่เป็นเจ้าของสิ่งใดของตนอีก เขาจึงได้รับการเรียกว่า สวามี เป็นครูที่อยู่เหนือความต้องการของตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

8 อันดับหนังอินเดียที่ทำเงินสูงสุด

8 อันดับหนังอินเดียที่ทำเงินสูงสุดในโลก

1. PK ผู้ชายปาฏิหาริย์ 

หนังอินเดีย ไซไฟ คอมเมดี้ ดราม่า ที่เล่นประเด็นเสียดสีศาสนาแบบถึงพริกถึงขิง แต่น่ารักมาก จนโดนใจคนไปเกือบทั้งโลกที่ได้รับชม นำแสดงโดย AamirKhan และนางเอกสุดสวย AnushkaSharma


PK ทำเงินไป $110-120 ล้าน จากทุนสร้าง $13 ล้าน

2. BajrangiBhaijaan 

หนังอินเดีย ที่เล่นประเด็นคล้ายๆกับ Pk แต่เป็นไปทางประเด็นระหว่างสองชาติ คืออินเดีย ปากีสถาน ที่มาพร้อม คอมเมดี้ ดราม่า นำแสดงโดย SalmanKhan พร้อมด้วย KareenaKapoor และ HarshaaliMalhotra (นักแสดงเด็ก)

Bajrangi Bhailaan ทำเงินไป $93 ล้าน จากทุนสร้าง $13 ล้าน


3. BaahubaliTheBeginning 

มหากาฬหนังอินเดีย เตกูลู - ทมิฬ ที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในอินเดียถึง $48 ล้าน (รวมสองภาค) โดยภาคแรกสามารถสร้างปรากฎไปทั่วอินเดีย และภาคต่อก็จะตามมาในปีหน้านี้เอง นำแสดงโดย Prabhas

Baahubali ทำเงินไป $89 ล้าน จากทุนสร้าง $18 ล้าน


4. Dhoom3

หนังแอ๊คชั่นมันส์เวอร์อินเดียสไตล์ ที่ลงทุนไปถ่ายทำถึงอเมริกา แม้หนังจะแอ๊คชั่นเวอร์เกินจริงตามแบบอินเดีย แต่ขอบอกไว้เลยว่า มันส์ และ เท่โคตรๆ นำแสดงโดย Aamir Khan (อีกแล้ว)

Dhoom 3 ทำเงินไป $88 ล้าน จากทุนสร้าง $26 ล้าน


 5. PremRatanDhanPayo

หนังรักดราม่า โรแมนติก น่ารักๆ ที่นำแสดงโดย Salman Khan พร้อมด้วยนางเอกสุดสวยของแอด SonamKapoor 

Prem Ratan Dhan Payo ทำเงินไป $64 ล้าน จากทุนสร้าง $27 ล้าน



6. ChennaiExpress

หนังแอ๊คชั่นคอมเมดี้สุดน่ารัก ที่นำแสดงโดย ShahrukhKhan พระเอกตลอดกาลของอินเดีย และนางเอกอีกคนของอินเดียที่แอดชอบ DeepikaPadukone (ตอนนี้นางโกอินเตอร์ไปเล่นxXx 3 กับ Vin Diesel พระเอกหนัง Fast & Furious )

Chennai Express ทำเงินไป $63ล้าน จากทุนสร้าง $19 ล้าน


7. 3Idiots

หนังคอมเมดี้ดราม่า ที่เล่นประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา พร้อมตั้งคำถามได้โดนใจมาก และนำแสดงโดย Aamir Khan 

3 Idiots ทำเงินไป $59 ล้าน จากทุนสร้าง $ 9 ล้าน


8. Dilwale

หนังแอ๊คชั่น โรแมนติก คอมเมดี้ สุดมันส์ และนำแสดงโดย Shah Rukh Khan อีกแล้ว

Dilwale ทำเงินไป $59 ล้าน จากทุนสร้าง $15 ล้าน

เรื่องย่อ Rangrasiya ลิขิตแค้นแสนรัก

เรื่องย่อ ลิขิตแค้นแสนรัก


เป็นเรื่องราวการเดินทางของความรักระหว่างสาวชาวบ้านแสนสวยและใสซื่อที่ชื่อว่า ปาราวตี หรือ ปาโร ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นศรัทธาในความรักและสถาบันครอบครัว และ นายทหารหนุ่มรูปหล่อ พันตรี รุทธระ ประต๊าป รานาวัติ แห่งกองกำลังรักษาชายแดนอินเดีย BSD ผู้ซึ่งสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันครอบครัว และไม่เชื่อในความรัก ทั้งสองมีพรหมลิขิตต่อกัน และ การพบกับรุทธระทำให้ชีวิตของปาโรเปลี่ยนไปตลอดกาล

ปาโร เธออยู่ในหมู่บ้านเล็กๆติดชายแชนที่ชื่อว่าบีรปูร ในรัฐราชาสถาน หมู่บ้านนี้ถูกครอบงำด้วย ราชาทากูร ปารัมซิงห์ เตจาวัติ ซึ่งต้นตระกูลคือราชาเก่า แต่ยังไม่ยอมทิ้งอำนาจเดิม เตจาวัติคอยปั่นหัวชาวบ้านว่า กองกำลังรักษาชายแดนอินเดีย หรือ BSD ไม่ใช่องค์กรที่ดี คอยฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เตจาวัติใช้คนปลอมตัวเป็นทหาร BSD แล้วฆ่าคนบริสุทธิ์มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพ่อแม่ของปาโรอยู่ด้วย เบื้องหลังของเตจาวัติคืออาชญากรค้าอาวุธสงครามข้ามชาติที่รวมมือกับคนอีกฝั่งของชายแดน แล้วพยายามทำให้คนเชื่อว่า BSD นั้นเลวร้าย

ปาโร สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก และเชื่อมาตลอดว่า BSD คือพวกที่ชั่วร้าย ต่อมาเธอถูกป้ารับไปเลี้ยง อยู่กับพี่สาวลูกป้าที่ชื่อนันดินี ระหว่างทางบนรถบัส ปาโรได้พบเด็กผู้ชายบนรถบัสอีกคันที่นั่งร้องให้อยู่ เธอจึงรู้สึกว่าบนโลกใบนี้ไม่ได้มีเธอที่เศร้าคนเดียว เธอโยนตุ้กตาที่เธอรักมากให้เด็กคนนั้น ซึ่งรับมาแบบงงๆ แต่มันทำให้เขาหยุดร้องให้ และรู้สึกดีกับเด็กผู้หญิงคนนั้น เมื่อรถแล่นจากไป เด็กทั้งสองต่างหันมามองกันด้วยความรู้สึกที่ดีในหัวใจ

รุทธระ ประต๊าป รานาวัติ พันตรีหนุ่มไฟแรง แห่งกองกำลังรักษาชายแดนอินเดีย BSD คือเด็กชายคนนั้น เขาเติบโตเป็นหนุ่มหล่อ สมาร์ท ฉลาด เก่งกาจ และรักชาติ แต่รุทธระมีปัญหาลึกๆในใจตั้งแต่วัยเด็ก เพราะในขณะที่เขาอายุได้แค่ 10 ปี แม่ก็ทิ้งเขาและพ่อไปโดยไม่ทราบสาเหตุ พ่อซึ่งพิการและดื่มเหล้าจัด ในขณะนั้นต่างก่นด่าแม่ของเขา และพร่ำว่าแม่หนีตามผู้ชายไป และใครๆก็ชอบล้อเขาแบบนั้น รุทธระเป็นเด็กที่รักแม่มากเขาจึงเสียใจมาก พ่อพาเขาออกจากบ้านเกิดที่จันดันก๊าด ไปอยู่เมืองอื่น ทุกๆวันพ่อมักจะพร่ำบ่นพูดใส่สมองเขาว่า ผู้หญิงสวยไม่เคยรักใครจริง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้รุทธระต่อมาเป็นหนุ่มที่ ดูภายนอก ไร้หัวใจ และดูแข็งกร้าว แต่จริงๆ แล้ว ในหัวใจลึกๆของเขาบอบบางและแสวงหาความรักจากใครสักคน ใครสักคนที่จะมอบความรักที่เขาไม่เคยได้เลย การพบกับปาโรในตอนเด็กทำให้เขายังเก็บตุ้กตาตัวนั้นไว้ในความทรงจำที่สวยงามชิ้นเดียวในชีวิตของเขา

รุทธระถูกให้ย้ายมาประจำที่บีรปูร เพื่อสืบหาข้อมูลการค้าอาวุธเถื่อนของเตจาวัติ ระหว่างนั้นที่รุทธระเดินทางมาบีรปูรเขาบังเอิญได้พบและช่วยเหลือปาโรจากแก้งส์นักเลงที่พยายามลวนลามเธอ เมื่อเดินทางมาถึงบีรปูรเขาค้นพบว่า เตจาวัติใช้วิธีจัดงานแต่งงานข้ามชายแดน เพื่อซื้อขายอาวุธบังหน้า ขบวนแห่เจ้าบ่าวจากอีกฝั่งของชายแดน จะข้ามมารับเจ้าสาวที่บีรปูรทุกๆปี พร้อมกับนำเงินจากการค้าอาวุธกลับไปด้วย และในปีนี้ ปาโรได้รับเลือกให้เข้าพิธีแต่งงาน
รุทธระ ได้วางแผนเข้าค้นขบวนแต่งงานที่เดินทางกลับไปอีกฝั่งของชายแดนโดยมีเจ้าสาวคือปาโรมาด้วย ระหว่างการตรวจค้นเกิดการต่อสู้กันและรุทธระได้ยิงเจ้าบ่าวของปาโรเสียชีวิตต่อหน้าเธอ ทำให้เธอช็อค และยิ่งฝังใจในความร้ายกาจของ BSD
ปาโรเป็นพยานคนเดียวที่เหลืออยู่ของรุทธระ และเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะปกป้องชีวิตเธอให้รอดจากการตามล่าของเตจาวัติ รุทธระพาเธอไปซ่อนที่บ้านเก่าที่เขาเคยอยู่เมื่อตอนเป็นเด็ก แต่สุดท้ายทุกคนในบ้านก็รู้ความจริงเรื่องปาโร
ที่บ้านมีอาสะใภ้และครอบครัวของเธอที่เกลียดชังรุทธระและพ่อ พ่อของรุทธระจึงโกหกว่าปาโรเป็นคู่หมั้นของรุทธระ นับแต่นั้นมาเรื่องราวก็เริ่มชุลมุลสำหรับรุทธระและปาโร ทั้งจะต้องพยายามเอาตัวรอดจากเตจาวัติ และคอยรับมือกับอาสะใภ้ ที่แสนร้ายกาจที่ชื่อโมหินี และลูกๆของเธอ
มีเหตุการณ์มากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของทั้งสอง ในระหว่างที่ดูแลปาโร ทีละเล็กทีละน้อยรุทธระเริ่มปกป้องเธอโดยอัตโนมัติสำหรับทุกๆอย่างที่เขาคิดว่าจะมาทำร้ายเธอ เขาเริ่มมีใจให้ปาโรโดยไม่รู้ตัว จากผู้ชายหัวใจหิน หัวใจของเขาเริ่มเต้นเพื่อปาโร จากผู้ชายหัวใจไม่มีความมั่นคงเขารู้สึกถึงความมั่นคงในหัวใจ และรู้ได้ว่า ปาโรคือ Rangrasiya หรือผู้แต้มสีแห่งรักให้เขานั่นเอง ปาโรคือผู้หญิงที่นำเสียงหัวเราะความสดใส และความเชื่อมั่นในรัก และครอบครัว กลับเข้ามาสู่ชีวิตรุทธระอีกครั้ง

ชีวิตของทั้งสองเหมือนรถไฟเหาะที่มีขึ้นลง และจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามทางช่อง 8 
จ - พฤ เวลา 18.20 - 19.20 น.
ศุกร์ เวลา 18.00 - 19.00 น.

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ Ashish Sharma Thailand FC 

ซีรี่ส์อินเดียฟีเวอร์ ! ทางช่อง 8

จากงาน "The Leader : ผนึกกำลังผู้นำตลาดซีรีส์อินเดีย"

โดย บริษัท JKN Global Media จำกัด (มหาชน) แฟนละครชาวไทยจะได้พบกับซีรีส์อินเดียสุดพิเศษ เหล่านี้ทางช่อง 8 ค่ะ

1. ลิขิตแค้นแสนรัก

2. พิฆเนศ มหาเทพไอยรา

3. วัลลัภ มหาราชรักสุดแผ่นดิน


4. อภินิหารเจ้าหญิงจันตระการตา



5. บาจิราว มหาเสนายอดนักรบ

6. มหาราชรานจิตซิงห์


7. ตระกูลแค้นแผนรัก


8. อสรพิษรักข้ามภพ


9. วิชกัญญา ลางรักอวตาร


#JKNGlobalMedia ผู้นำเข้าคอนเทนต์และซีรีส์ดังอันดับต้นของเมืองไทย

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ตำนานพระศิวะ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่

พระศิวะมหาเทพ


พระศิวะ (คนไทยเรียกว่า พระอิศวร) เป็นบิดาของ พระพิฆเนศ มีชายาคือ พระแม่อุมาเทวี พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล หนึ่งใน ตรีมูรติ หรือ 3 มหาเทพสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู (พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ)

พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงาม ผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพจะเป็นผู้ทำลายทันที!!

มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้น สามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์นัก!! หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน

พระองค์เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ด้วยเช่นกัน


พระศิวะ นั้นเป็นเทพที่จะอำนวยพรประทานความ
อุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า หรือเลี้ยงแกะ และอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรทั้งปวง ก็จะมีความสำเร็จและมีความสมบูรณ์พูนสุข หากบวงสรวงบชาพระศิวะ...

นอกจากบทบาทความสำคัญโดยรวมที่กล่าวมาแล้วนั้น อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดแยกออกไป จากบทบาทของการเป็นมหาเทพ ผู้ทรงมีพระมหากรุณา ประทานพรแก่มวลมนุึ์ษย์นั้น พระศิวะยังทรงเป็นเทพแห่งคีตา คือเป็นเทพเจ้าแห่งการดนตรี และการร่ายรำ ระบำฟ้อนอีกด้วย

พระศิวะ ผู้เป็นพระเป็นเจ้าแห่งการทำลายล้าง พระองค์เปี่ยมไปด้วยอำนาจ พระพักตร์ของพระองค์แสดงให้เห็นว่าเป็นทั้งชาย เป็นทั้งหญิง เป็นทั้งผู้ใจดี เป็นทั้งผู้ดุร้าย จากชิ้นฝุ่นธุลี ไปจนถึงภูเขาหิมาลัย จากมดตัวเล็กๆ ไปจนถึงช้างตัวใหญ่ จากมนุษย์ไปจนถึงพระเป็นเจ้า อะไรก็ตามที่เราสามารถเห็นได้นั้น เป็นรูปแบบของพระศิวะทั้งหมด

ใน คัมภีร์อุปนิษัท ของฮินดู การท่องคำในพระคัมภีร์ส่วนมากมีคำว่า "ศิโวมฺสวหะ" (ข้าคือศิวะ) หมายความว่า บุคคลผู้มีสติปัญญาทุกๆคน ควรพิจารณาถึงตัวเอง และสิ่งทั้งหลายของสากลโลกเป็นรูปแบบของพระศิวะทั้งสิ้น เมื่อคิดระลึกได้อย่างนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะเข้าถึงความสุขความสงบ

กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏเป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคดังนี้

ยุคพระเวท

เรื่องก็มีอยู่ว่า พระพรหม นั้น เกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนัก ที่พระเสโทหรือเหงื่อผุดซึมทั่วพระวรกาย และยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น พระพรหมทรงบำเพ็ญภาวนา เพิ่มตบะบารมีให้แกร่งกล้าอย่างมุ่งมั่น เมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยเหงื่อเช่นนั้น ก็จึงได้นำเอาไม้ไปขูดๆ ที่บริเวณพระขนงหรือคิ้ว โดยมิได้ระมัดระวังองค์นัก คมของไม้นั้นจึงได้บาดบริเวณพระขนงของพระองค์ จนกระทั่งปรากฏพระโลหิตผลุดซึมออกมา และหยาดหยดลงบนกองเพลิงเบื้องหน้าของพระองค์นั้นเอง ทันทีที่พระโลหิตหยาดหยดลงในเปลวเพลิง ก็พลันเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง จุติขึ้นมาในเปลวเพลิงนั้น ทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมาเบื้องหน้าพระองค์ เทพบุตรผู้งดงามองค์นี้ก็ได้ร้องไห้ พลางขอให้พระองค์ประทานนามให้แก่ตน ซึ่งพระพรหมได้ประทานให้ถึง 8 นามด้วยกันดังนี้

ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทร อิศาล อะศะนิ
หลังจากนั้น เทพองค์นี้ก็มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดามวลมนุษย์จะนับถือบูชาเทพบุตรองค์นี้ ในนามของ พระรุทร อันเป็นชื่อ หนึ่งใน 8 นาม ซึ่งนามรุทรนี้มีความหมายแปลได้ว่า ร้องไห้ สำหรับนามอื่นๆ อีก 7 นามนั้นยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าไรนัก ว่ากันว่าพระรุทรเทพบุตรที่มีชื่ออันแปลว่าร้องไห้นี้ เป็นมหาเทพที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีอำนาจบารมีค่อนข้างสูงนักในยุคพระเวทนี้ และยังเป็นเทพที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามนิยมนับถือบูชากันอย่างจริงจัง โดยนับถือให้พระรุทรเป็นเทพผู้ทำลายล้าง คือทำลายสิ่งที่เลวร้ายให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้พระพรหมสร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นใหม่

ยุคมหากาพย์ มหาภารตะ

ในยุคนี้มีความเชื่อกันในเรื่องกำเนิดพระศิวะว่า พระองค์นั้นทรงจุติออกมาจากพระนลาฏ หรือหน้าผากของ พระพรหม จึงเท่ากับว่า พระศิวะ ก็เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของ พระพรหม

ยุคไตรเภท

คัมภีร์ในยุคนี้ได้บันทึกถึงกำเนิดพระศิวะว่า ทรงประสูติจาก พระนางสุรภี และพระบิดาก็คือ พระกัศยปะเทพบิดร

คัมภีร์พรหมมานัส

พระศิวะเป็นเทพที่กำเนิดจาก พระประชาบดี มิได้เกิดจากพระโลหิตของ พระพรหม ดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในยุคพระเวท ครั้นเมื่อทรงจุติขึ้นมาแล้วเทพประชาบดีก็ถามพระโอรสว่า เหตุไฉนจึงร่ำไห้โศกาอาดูรตลอดเวลา

พระรุทร หรือเทพบุตรโอรสของพระประชาบดีที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น จึงได้ทูลตอบว่า เพราะว่าพระบิดาไม่ได้ตั้งชื่อ ให้เมื่อไม่มีชื่อก็จึงเสียใจร้องไห้เช่นนั้น พระประชาบดีจึงได้ตั้งชื่อให้โอรสองค์นี้ว่า พระรุทรซึ่งหมายถึงการร้องไห้ และพระรุทรองค์นี้ในคัมภีร์พรหมนัสได้กล่าวไว้ว่า น่าจะหมายถึงองค์ศิวะนั่นเอง ในคัมภีร์โบราณ ที่ปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณ ได้อธิบายถึงประวัติการกำเนิดของพระศิวะไว้ว่า เมื่อโลกได้ถูกเผาด้วยไฟบรรลัยกัลป์จนพินาศโดยสิ้นแล้วนั้น ได้มี คัมภีร์พระเวทและพระธรรม บังเกิดขึ้น และเมื่อพระเวทกับพระธรรมมาประชุมรวมกัน จึงได้บังเกิดเป็นมหาเทพองค์หนึ่งคือ พระปรเมศวร ในคัมภีร์นี้อธิบายการกำเนิดของพระศิวะว่าทรงสร้างพระองค์ขึ้นมาเอง หลังจากการทำลายล้างโลก โดยที่มิได้เป็นโอรสหรือจุติมาจากการนิรมิตสร้างสรรค์ของมหาเทพองค์ใด

 

จันตระการตา ราชกุมารีกู้บัลลังก์

จันตระการตา ราชกุมารีกู้บัลลังก

ประเภท ดราม่า แฟนตาซี เหนือธรรมชาติ
กำกับโดย    Ranjan Kumar Singh
อำนวยการสร้างโดย       Ekta Kapoor, Shobha Kapoor
นำแสดงโดย มาดูรีมา ทูลี, วิชาล อทิตยา ซิงห์, เออร์วาชิ โดลาเกีย, ชาด รันดาวา
เรื่องย่อ เจ้าหญิงจันตระการตา บุตรีของราชินีรัตนประภา ผู้ครอบครองกริชแห่งพระวิษณุที่มีพลังอำนาจมาก อิรวตี ราชินีผู้ชั่วร้าย ต้องการจะครอบครองกริชเล่มนั้น เพื่อที่จะครอบครองโลกและเอาชนะอาณาจักรวิชัยการ ราชินีรัตนประภาได้ซ่อนกริชของพระวิษณุเอาไว้ที่เทวาลัยของพระวิษณุ เพื่อที่จะส่งต่อให้กับเจ้าหญิงจันตระการตา เพื่อที่จะได้กริชมาครอบครอง อิรวตีได้สังหารรัตนประภาและราชวงศ์ทั้งหมด เว้นเสียแต่เจ้าหญิงจันตระการตา ที่พระนางรัตนประภาทรงจับนางใส่ตะกร้าลอยน้ำไปเสียก่อนที่จะถูกสังหาร ซึ่งคู่สามีภรรยาชาวบ้านได้เก็บนางขึ้นมาและเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม วันเวลาผ่านไป 21 ปีต่อมา ความจริงได้เปิดเผย เจ้าหญิงจันตระการตาต้องกลับมาทวงบัลลังก์ของตนคืน

เรื่องย่อโปรุส

เรื่องย่อ โปรุส

ศึกสองราชันย์ โปรุส และ อเล็กซานเดอร์ 

อเล็กซานเดอร์  การรบครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ. 216 พระองค์ได้ทะลุถึงกรุงตักกศิลา (Taxila) แคว้นคันธาระ เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาทั้งพุทธศาสนา และพราหมณ์ ณ ที่นี่พระเจ้าอัมพิราชา (Ambhiraja) ไม่ได้ทรงต่อต้านเพราะเห็นว่า ตัวเองมีกำลังอำนาจไม่เข้มแข็ง พอที่จะต้านศัตรูต่างแดนได้ จึงได้เปิดเมืองต้อนรับอเล็กซานเดอร์ ซึ่งพระองค์ก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ให้ตักกศิลาเป็นเมืองขึ้นต่อมาเกโดนีอาเท่านั้นแล้วให้ปกครองตามเดิม แล้วทรงขอให้ตักกศิลาส่งทหารมาช่วยรบปัญจาบ 5,000 คน ซึ่งพระเจ้าอัมพิราชาก็ยินยอม

การรบครั้งสุดท้ายที่มีผู้ต่อกรกับอเล็กซานเดอร์มหาราชอย่างจริงจัง เมื่อพระองค์ยกกองทัพเข้ามาทางภาคเหนือของอินเดียในปี พ.ศ. 217 โดยเข้าสู่บริเวณลุ่ม แม่น้ำสินธุ แล้วบุกตระลุยลงมาสู่เมืองนิเกีย (Nicaea) แคว้นปัญจาบ ในพระเจ้าโปรัสหรือพระเจ้าพอรุส (Porus) (หากใช้สำเนียงเอเซียจะเรียกว่าพระเจ้าเปารวะ) พระเจ้าเปารวะเป็นผู้เข้มแข็งในการรบ ซึ่งมีพระสมญาว่า “สิงห์แห่งปัญจาบ” ได้รับแจ้งข่าวกับบรรดามหาราชาแห่งอินเดียว่ามีข้าศึกชาวตะวันตกผมบรอนซ์ตาสีฟ้ายกทัพข้ามภูเขาฮินดูกูชเข้ามา ฝ่ายอินเดียระดมกำลังพลทหารราบ 40,000 ทหารม้า 4,000 รถศึกอีก 500 และกองทัพช้างมหึมาจำนวน 500 เชือกรอรับอยู่ กองทัพกรีกพร้อมทหารตักกศิลาเป็นพันธมิตร ที่มีกำลังพลจำนวน 17,000 โดยมีอเล็กซานเดอร์เป็นแม่ทัพกับกองทัพปัญจาบ ของฝ่ายอินเดียโดยมีพระเจ้าเปารวะเป็นแม่ทัพ


โดยพระองค์ได้มองเห็นทัพพระเจ้าเปารวะตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำวิตัสตะ อันเป็นสาขาของแม่น้ำสินธุ เมื่อถึงตอนกลางคืนทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ปะทะกันที่ฝั่งแม่น้ำ และเริ่มโจมตีอย่างฉับพลัน ทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ข้ามแม่น้ำสำเร็จโดยอาศัยธรรมชาติช่วย แต่ทหารม้าของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชไม่เคยสู้รบกับช้าง ประกอบกับเกิดความสับสนอลหม่านจึงบังเกิดความแตกตื่นอลหม่านขึ้น ช้างศึกจึงอาละวาดเหยียบทั้งทหารตนเองและทหารกรีก และ ทหารหอกยาวนับหมื่นของพระองค์ก็ได้พยายามต่อสู้อย่างเต็มความสามารถ นี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่รบมาเป็นเวลา 15 ปีที่กองทหารหอก (Phalanx) อันมีระเบียบวินัยในพระองค์บาดเจ็บจนบ้าเลือดบุกตะลุยไปทั่ว ทำร้ายไม่ว่าจะเป็นทหารจากฝ่ายใด การรบวันนั้นต้องสิ้นสุดลงด้วยการหย่าศึก เพราะบาดเจ็บล้มตายกับทั้งสองข้าง แต่ถึงอย่างไรพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ยังทรงได้รับชัยชนะอยู่ดี เพราะพระเจ้าเปารวะถูกลูกศรขณะที่ทรงช้างจนพระองค์บาดเจ็บสาหัส และทัพอินเดียของพระเจ้าเปารวะก็แพ้อย่างยับเยิน พร้อมกับถูกนายทหารกรีกจับตัวมาเฝ้าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในฐานะเชลยสงคราม เมื่อพระเจ้าเปารวะถูกจับมาเผชิญพระพักตร์กับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชตรัสถามว่า

 “พระองค์ต้องการจะให้เราปฏิบัติอย่างไร?” พระเจ้าเปารวะตรัสตอบอย่างองอาจว่า

 “ต้องการให้ปฏิบัติเราอย่างกษัตริย์” แทนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจะพิโรธกลับตรัสถามต่อไปว่า

 “ทรงประสงค์จะขออะไรอีก?” พระเจ้าเปารวะจึงตรัสตอบว่า

 “คำว่า “กษัตริย์” นั้นครอบคลุมไปถึงสิ่งทั้งหมดที่เราต้องการขอแล้ว”

ดินแดนภายใต้การยึดครองของอเล็กซานเดอร์ด้วยความกล้าหาญรักษาขัตติยเกียรติของพระเจ้าเปารวะทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชซึ่งมีพระทัยโปรดคนกล้าหาญ ได้พระราชทานคืนบ้านเมืองให้แล้วแต่งตั้งพระเจ้าเปารวะให้เป็นพระราชาตามเดิม แต่ดำรงในฐานประเทศราช

เสร็จศึกในครั้งนั้นอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้สดับความมั่งคั่งสมบูรณ์ของแคว้นมคธ และได้ตระเตรียมยาตราทัพมาตี แต่ทหารของพระองค์ที่ร่วมศึกกับพระองค์มาตั้งแต่เป็นพระยุพราชเป็นเวลา 15 ปีที่ไม่ได้กลับบ้านกลับเมือง พากันเบื่อหน่ายการรบ โดยให้ความเห็นว่าถ้าตีมคธได้ก็คงตีแคว้นอื่นต่อไปอีกไม่มีกำหนดสิ้นสุด ประกอบกับ ทหารบางคนลังเลและก่อกบฏไม่ยอมสู้รบอีกต่อไป[48] อเล็กซานเดอร์มหาราชจึงต้องจำพระทัยเลิกทัพกลับ ช่วงนิวัตกลับอเล็กซานเดอร์มหาราชแบ่งกองทัพออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งให้กลับทางบก ส่วนพระองค์นิวัตโดยทางชลมาร์คลงมาตามแม่น้ำสินธุอย่างผู้พิชิตพร้อมด้วยทหารฝ่ายที่เหลือ รวมเวลาที่อเล็กซานเดอร์มหาราชรบอยู่ในอินเดีย 1 ปี กับ 8 เดือน พระองค์ได้เสด็จฯไปยังกรุงบาบิลอน โดยนำทัพย้อนกลับมาทางตะวันตกผ่านดินแดนแห้งแล้ง ทางตอนใต้ของอิหร่าน ในช่วงเส้นทางนี้มีทหารล้มตายหลายพันคน เนื่องจากแสงแดดแผดร้อน แห้ง และขาดน้ำ แต่ในท้ายที่สุด พระองค์ก็พาเหล่าทหารที่เหลือเดินทางมาจนถึงบาบิโลนในเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นนครเอกของโลกในเวลานั้น

มหากาลีเทวีพิทักษ์โลก Mahakali - Anth Hi Aarambh Hai

มหากาลี เทวีพิทักษ์โลกา ประเภท ดราม่าอิงตำนาน เหนือธรรมชาติ กำกับโดย     Loknath Pandey, Madan Vaishyaal อำนวยการสร้างโดย  ...